(บางทีก็ดองนานเกิน -*-)
 
ต่อจากเอนทรีที่แล้วนะครัฟ
สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านเอนทรีที่แล้ว คนเขียนสอบทุนนักศึกษาวิจัย (research student) สายวิทย์นะครัฟ ถ้าคุณคิดจะสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น แต่เป็นทุนม.ปลาย ทุนวิจัยสายศิลป์ หรืออื่นๆ อันนี้อาจจะใช้ไม่ได้
 
หลังจากยื่นใบสมัครไปเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาสอบข้อเขียน
ทีนี้ก่อนไปสอบ ขอเล่าเรื่องเตรียมตัวสอบก่อนแล้วกัน
 
ข้อสอบที่จะต้องสอบของทุนนักศึกษาวิจัยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก
สองกลุ่มแรกเป็นของสายศิลป์ สอบภาษาอังกฤษ และอาจจะสอบเลข (ข้อสอบเลขอันนี้จะเป็นเลขของสายศิลป์ คนละอันกับเลขของสายวิทย์ แต่ลองเปิดข้อสอบเก่า พบว่า ยากอยู่ดี -*-)
กลุ่มสุดท้ายเป็นของสายวิทย์ สอบภาษาอังกฤษ เลข และเลือกหนึ่งวิชาจาก ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
นอกจากนี้ ถ้าใครเลือกสาขาที่จะวิจัยเป็นญี่ปุ่นศึกษา (อะไรก็ได้เกี่ยวกับญี่ปุ่น) ต้องสอบภาษาญี่ปุ่นด้วย ส่วนคนอื่นจะสอบก็ได้ ไม่บังคับ (อันนี้เป็นปีแรกที่เปิดสอบตั้งแต่รอบข้อเขียนเลย ปีก่อนๆต้องผ่านสัมภาษณ์ก่อนถึงจะจัดสอบ)
ส่วนตัวคิดว่าถ้ามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอยู่บ้าง ถึงไม่ได้ทำวิจัยญี่ปุ่นศึกษาก็ควรจะสอบอ่ะ เป็นการแสดงให้เค้าเห็นว่าเราสนใจประเทศเค้า แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ไม่สอบก็ไม่เป็นไร มีคนที่ไม่ได้สอบญี่ปุ่นผ่านสัมภาษณ์เหมือนกัน
โดยข้อสอบทั้งหมดของทุนนักศึกษาวิจัย จะเหมือนกับข้อสอบทุนม.ปลาย ถ้าเสิร์ชหาข้อสอบเก่าแล้วเจอแต่ของทุนม.ปลาย อย่าตกใจ มันเหมือนกัน
วิชาสายวิทย์ที่ให้เลือกสอบ คือเราจบวิศวะเคมี เรื่องชีวะนี่...ลืมหมดแล้ว (=_=") ก็เลยตัดทิ้งไปได้เลย เหลือฟิสิกส์กับเคมี
ตอนม.ปลาย เพื่อนเคยเอาข้อสอบเคมีมาให้ช่วยดู คือเนื้อหามันจะเกินม.ปลายมานิดนึง มีพวก qualitative analysis กับเคมีอินทรีย์อ่ะที่เกิน แล้วบางอันก็ออกโคตรความจำ ถามพวกสีของสารไรงี้ ถ้าจำไม่ได้ก็สวัสดี
เราก็เลยดูข้อสอบฟิสิกส์นิดนึง เผื่อจะง่าย
แต่พอเปิดมาข้อแรก
...
...
...
...
...
...
บายส์ ทำไม่ได้ -*-
(คือโง่ฟิสิกส์มาแต่ไหนแต่ไรละ แล้วที่เรียนวิศวะนี่ก็ใช่ว่าจะได้เรียนฟิสิกส์เยอะนะ มันมีแต่อะไรก็ไม่รู้ -*-)
เลยสอบเคมีดีกว่า
 
ข้อสอบเลขนี่ไม่ค่อยออกสูตรยากๆ พวกตรีโกณที่ต้องจำมุมสองเท่าสามเท่าไรงี้ ไม่เห็นออก (แต่มุมบวกกันกับพวก sine law นี่มี) ส่วนใหญ่ถ้าออกพวกเรขาคณิตนี่เอาปีทาโกรัสจับได้ไปครึ่งนึงละ แคลมี by part โผล่มานิดหน่อย แต่เราเจอจนชินแล้วเลยเฉยๆ ส่วนใหญ่เน้นลูกเล่นเยอะมากกว่า คือถ้าทำทื่อๆอาจจะไม่ออก หรือออกแต่ต้องแก้สมการยกกำลังเยอะๆซึ่งเสียเวลา และผิดง่าย (อย่าลืมว่าข้อสอบให้ทำ 60 นาที)
 
ส่วนภาษาอังกฤษ...
...
...
...
...
...
คือมันแย่ ;_;
ทีแรกเราคิดว่า ญี่ปุ่นไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ไม่น่าจะออกโหด ปรากฏโหดสุด -*-
โดยเฉพาะ error มัน
คือถ้าเคยเห็นข้อสอบเอนท์ CU-TEP หรือ TOEIC เก่า (TOEIC ใหม่ไม่มี error แล้ว) ข้อสอบ error มันจะขีดเส้นใต้คำที่น่าจะผิดที่ละคำสองคำ
แต่ไอ้ข้อสอบทุนญี่ปุ่น มันเล่นขีดทีนึง 10 คำ บางทีขีดมันทั้งประโยคเลย
แต่ผิดที่เดียว
แล้วก็ต้องมานั่งงมหาไอ้ที่เดียวจากขีดยาวๆ 4 ขีด
ไม่บ้าตายให้มันรู้ไป -*-
ตอนทำข้อสอบเก่ารอบแรก เราทำออกมาได้ประมาณ 70% (คือยังจับจุดมันไม่ค่อยได้ โดนหลอกเต็ม -*-)
แล้วก็บ่นในเฟซ
ซักพักอาจารย์ที่ภาคผู้เป็นเด็กทุนญี่ปุ่น มาคอมเมนต์ว่า ต้องได้เต็มเท่านั้นนะ
...
...
...
...
...
จะบ้าเรอะ -*-
แต่อันนึงที่ฮามากตอนทำข้อสอบเก่าคือ เจอ error ข้อนึง ขึ้นประโยคมาด้วยชื่อ Harry ทีแรกยังไม่มีอะไร แต่ซักพักเริ่มพูดถึง Dudley และ Uncle Vernon ตูก็ อ้าวนี่มันแฮร์รี่พอตเตอร์นี่หว่า แล้วพอดีน้องตูซึ่งบ้าแฮร์รี่มาก มันมีเล่มภาษาอังกฤษ เลยให้มันไปค้นดูว่าเหมือนของจริงรึเปล่า ก็ปรากฏว่า
เป๊ะ -*- (ต่างกันแค่คำเดียวคือที่มันเติมเข้ามาเพื่อให้ประโยคมันผิด ก็ข้อสอบ error หนิ)
(อยู่ในหนังสือภาค 3 บทที่ 2 คือเห็นท้ายย่อหน้าพูดถึงนักโทษแหกคุก เลยเดาก่อนว่าเป็นเล่มนี้)
 
ส่วนข้อสอบญี่ปุ่น
เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ให้เด็กสายวิทย์เลือกสอบญี่ปุ่นได้ตั้งแต่รอบข้อเขียน เราก็เลยไม่รู้ว่ามันจะเหมือนแนวข้อสอบอันเก่ารึเปล่า แต่ก็ลองโหลดมาทำ
ของปีซัก 2007-2008 มั้ง มันจะมีญี่ปุ่น A B C โดย A ง่ายสุด C ยากสุด
แล้วพอข้าพเจ้าทำ ปรากฏว่าแค่ A ก็มั่วบางข้อแล้ว C นี่ไม่ต้องพูดถึง โยนทิ้งตั้งแต่ B ละ
(อนาถ -*-)
 
มาถึงวันสอบจริง เป็นวันอาทิตย์ สอบที่วิศวะจุฬา (คณะตูเอง ดีมาก จะได้ไม่เสียเวลาหาห้อง นอกจากนี้ยังแวบไปหาเพื่อนที่ซ้อมรับปริญญาวันนั้นต่อได้ด้วย)
บอกก่อนว่าเค้าจะไม่ประกาศห้องสอบตอนเราสมัครสอบ เค้าประกาศตอนเช้าวันสอบเลย ถ้าไม่คุ้นสถานที่ควรจะมาลองเดินๆดูก่อน เผื่อหลง
และห้องสอบตอนเช้ากับตอนบ่ายเป็นคนละห้องกันด้วย -*-
 
วิชาที่สอบตอนเช้า(เรียงตามลำดับ)มีอังกฤษ เลข เคมี ฟิสิกส์/ชีววิทยา
ส่วนญี่ปุ่นเป็นวิชาเดียวที่แยกสอบตอนบ่าย ให้เวลาเยอะกว่าชาวบ้านด้วย (ญี่ปุ่นให้ 2 ชั่วโมง ส่วนวิชาอื่นชั่วโมงเดียว) เป็นเพราะอะไรเดี๋ยวจะเขียนทีหลัง
 
ข้อสอบของปีนี้จะแนวเหมือนกับปี 2007-2009 (คนที่เคยโหลดข้อสอบเก่ามาทำ จะเห็นว่ามันมีถึงปี 2010 และไอ้ปี 2010 นี่แนวจะไม่เหมือนชาวบ้าน แต่ถามพี่คนนึงที่สอบปี 2011 เค้าบอกว่า ข้อสอบปีนั้นกลับไปเหมือนปี 2007-2009 อีก)
อังกฤษนี่ไม่มีปัญหาอะไร ยากเหมือนเดิม (อ้าว -*-)
ที่ฮาคือ เราต้องเขียนชื่อ รหัสสอบ สัญชาติ ลงในกระดาษข้อสอบและกระดาษคำตอบด้วย
แล้วมันจะมีอีกชื่อนึง คือช่อง mark เอาไว้ให้เค้ากรอกคะแนน
แล้วคนหลังตูก็ถามว่า ช่อง mark นี่ต้องใส่อะไร 55555555555
 
เลข คิดเลขผิดไปข้อนึง เลยเสียเวลาแก้ ก็เลยทำไม่ทัน แต่ไอ้ที่ไม่ทันคือข้อย่อยข้อเดียว เราก็ทำเป็นเบลอๆไป (แต่ได้ยินมาว่าคนเต็มเลขเยอะมาก ถ้าพลาดก็ต้องทำคะแนนวิชาอื่นดีๆหน่อย)
 
เคมีปีนี้ออกคำนวณไม่ยากเท่าไหร่ แล้วก็ออร์แกนิกออกอะเซทิลีนอีกแล้ว เหมือนข้อสอบเก่าซักปี (จำไม่ได้แล้วว่าปีไหน) แต่ไม่มีถามสีไอออน ไปถามกรดอะมิโนแทน
 
(ก่อนสอบเคมี เค้าจะให้คนที่ไม่ได้สอบเคมีออกไปก่อนอ่ะ กลับมาอีกทีตอนสอบฟิสิกส์/ชีวะ)
 
เนื่องจากเราเลือกสอบเคมี เลยสอบเสร็จเร็วกว่าคนอื่น (รวมเด็กม.ปลายด้วย เพราะของม.ปลายบังคับสอบเคมีคู่กับฟิสิกส์หรือชีวะ) เลยมีเวลาไปกินข้าวแบบโรงอาหารโล่งๆได้มากกว่าชาวบ้าน (ฮา)
 
กลับมาอีกทีตอนบ่าย
ก่อนจะขึ้นไปสอบ เราบังเอิญเห็นป้ายประกาศห้องสอบว่ามันเปลี่ยนห้อง (มันก็น่าจะเปลี่ยนหรอก เพราะญี่ปุ่นไม่ได้สอบทุกคน ยิ่งทุนสายวิทย์ยิ่งไม่น่าจะมีคนสอบเข้าไปใหญ่ จะเปิดหลายห้องให้เปลืองแอร์ทำไม)
พอไปถึงห้องสอบ ปรากฏว่ามีคนเข้าใจว่าสอบห้องเดิม "orz
มีคนเลือกสอบญี่ปุ่นแต่ไม่มีชื่อในใบเซ็นชื่ออีก ก็วุ่นวายกันไป
แต่คนสอบทุนสายวิทย์แล้วเลือกสอบญี่ปุ่นเยอะเหมือนกันนะ น่าจะซัก 40 คนได้
 
ข้อสอบญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 พาร์ท ตามความยาก มีง่าย-กลาง-ยาก
มีให้เลือกคำที่ถูก เติมบทสนทนา อ่านบทความ แล้วก็มีให้เขียนคำอ่านของคันจิ และให้คำอ่านมา ให้เขียนตัวคันจิ ประมาณนี้ อาจจะมีเยอะกว่านี้แต่จำไม่ได้แล้ว
ซึ่งข้อสอบเก่าจะไม่มีแบบที่ให้คำอ่านมาแล้วให้เขียนคันจิเลย มีแต่ให้เขียนคำอ่าน เราก็เลยไม่ได้ฝึกมา ผลคือ คันจิโง่ๆก็จำเส้นไม่ได้ "orz
พาร์ทยากนี่ไม่ต้องพูดถึงนะ มั่วอย่างเดียว โจทย์ก็ไม่อ่าน เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง 55555555
เพื่อนเราที่ทำงานอยู่สถานทูตบอกว่า พาร์ทยากนี่สำหรับคนจบอักษรเอกญี่ปุ่นทำ ดังนั้นถ้าเราทำไม่ได้ก็ไม่แปลก 5555555555
 
พอออกจากห้องสอบมา เจอคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าหน้าที่สถานทูต (เรามารู้ทีหลังว่าเป็นนายของเพื่อนเราที่ทำงานอยู่สถานทูตอ่ะ)
เค้าก็บอก เป็นไงข้อสอบญี่ปุ่นพาร์ทยาก
ตูก็บอกว่า ยากมาก
แล้วเค้าก็พูดต่อว่า
แต่พาร์ทง่ายนี่ง่ายใช่มั้ยล่ะ
เอ่อพาร์ทนั้นตูก็มีมั่ว "orz
เค้าบอกด้วยนะว่า แปลกใจเหมือนกันที่คนสอบทุนสายวิทย์เลือกสอบญี่ปุ่นกันเยอะขนาดนี้
แล้วก็บอกด้วยว่า ควรจะติดต่อ professer ที่ญี่ปุ่นเลยก่อนสอบสัมภาษณ์ จะได้ตอบกรรมการเรื่องรายละเอียดการวิจัยได้ (อะไรทำให้คิดว่าตูจะผ่านข้อเขียนอ่ะครัฟ -*-)
 
พอวันประกาศผลข้อเขียน เราตื่นแต่เช้ามาเปิดเว็บดูผล
แต่ยังไม่ขึ้น
เราก็ เอ๊ะทำไม่ยังไม่ขึ้น
เลยกลับไปดูใบรายละเอียดทุน
ปรากฏเค้าบอกประกาศสี่โมง -*-
 
พอสี่โมง กลับมาดู 
อ้าวยังไม่ขึ้น
ก็คิดในใจ สงสัยดีเลย์มั้ง
ตอนที่เราเข้าไปดูได้คือประมาณ 4 โมง 20
ปรากฏว่า
 
ติดกับเค้าด้วยแฮะ
 
รอบนี้เรียกสัมภาษณ์ทั้งหมด 70 คน รวมทุกสาขา
(มีทุนซัก 35 ทุน ก็คัดออกรอบสัมภาษณ์อีกครึ่งนึง)
ส่วนเรื่องสัมภาษณ์เป็นไงไว้มาต่อเอนทรีหน้าจะดีกว่า อันนี้มันเยอะแล้ว
สวัสดี = ="

technikos View my profile

Favourites