เอนทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ............อ้าวลืมไปตูไม่ได้เล่นคอมมู :P
 
สวัสดีครัฟ
ไหนๆจะหาเรื่องมาเขียนได้ซักเรื่องแล้วก็ต้องรีบเขียนก่อนที่เว็บจะล่มอีนี่จะลืมอีก (งดฮา)
 
คือตั้งใจจะไปเรียนต่อโทที่ญี่ปุ่นครัฟ
แล้วทีนี้ ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าค่าครองชีพโคตรแพง (ขนาดว่าเพื่อนไปอยู่โน่นปีนึง กลับมาอีกทีมันเห็นข้าวเมืองไทยจานละ 300 นี่ถูกมากอ่ะ = =")
ดังนั้น
เรื่องอะไรเราจะออกตังค์เอง :P (อ้าวอีนี่)
 
ก็เลยตัดสินใจว่าจะสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นครัฟ (จะได้รึเปล่าเป็นอีกเรื่อง) (ฮา)
 
คือทุนรัฐบาลญี่ปุ่นเนี่ย มันมีแบ่งเป็นหลายประเภท ตั้งแต่ทุนให้เด็กม.ปลายไปเรียนตรี ทุนญี่ปุ่นศึกษา แล้วก็อะไรอีกไม่รู้จำไม่ได้ละแต่เอาเป็นว่าตูสมัครไม่ได้ (ฮา)
แต่อันที่เราสมัครไปคือ ทุนนักศึกษาวิจัย (research student)
เป็นทุนให้ไปทำวิจัยที่โน่น จะเอาวุฒิโท/เอกรึเปล่าก็ตามใจ
 
ก่อนจะเล่าเรื่องไปส่งใบสมัคร เรามาเล่าเรื่องตอนกรอกก่อน
ใบสมัครทุนนักศึกษาวิจัยจะมาช่วงพฤษภาของทุกปี พร้อมกะทุน ม.ปลาย (ถ้าทุนแบบอื่นก็จะมาช่วงอื่น โปรดตามที่เว็บสถานทูตเอาเอง)
แล้วพอดีปีนี้เพื่อนเราเพิ่งได้งานที่สถานทูตญี่ปุ่น มันเลยมาบอกข่าวต้งแต่วันแรกที่ประกาศรับสมัครเลย สบายไป
 
คือปรินท์ใบสมัครมาแล้วก็จะยังงงๆอยู่ว่าตูควรเขียนไรมั่งวะ
ก็เลยเอาระเบียบการสมัครมานั่งอ่าน
คือ
คือ
คือ
ไอ้ระเบียบการพี่แกมาเป็นภาษาอังกฤษ ฟอนต์ตัวจิ๋ว ใช้ภาษาแปลกประหลาด(เราว่าเราอ่านภาษาอังกฤษเยอะนะ แต่อันนี้มันประหลาดจริงๆ) และที่สำคัญคือยาวเกือบสิบหน้า
T_T
T_T
T_Tๆๆๆๆๆๆๆๆ
แต่ด้วยความที่อยากจะได้ทุนก็เลยต้องอ่านมันเข้าไป T_T
(เพื่อนเราคนที่ทำงานอยู่สถานทูตฝากบ่นว่า ชอบมีคนจำพวก ยาวไปไม่อ่าน โทรมาหามันเรื่องข้อมูลที่เขียนไว้แล้วอยู่ได้ โดยเฉพาะเด็กม.ปลาย อ่านหน่อยสิวะครัฟ -*-)
 
พวกเรื่องเงื่อนไขที่จะสมัครทุนได้ เราไม่ติดอะไรอยู่แล้ว (จบเกรดสวย ดีใจ ;_;)
ไปติดตรง study plan กับรายชื่อ professer ที่ต้องใส่
คือเค้าให้ใส่สามชื่อ และมีเว็บค้นชื่อมาให้เสร็จสรรพ จะค้นจากชื่อม. หรือสาขาที่สนใจก็ได้
ประเด็นคือ
ทั้งประเทศตูรู้จักอยู่คนเดียว T_T เป็นคนที่อาจารย์ที่ภาครู้จัก
ไอ้ครั้นจะไปหาตามสาขา คือแค่สาขาเดียวมีเป็นพันเป็นหมื่นคนละ ไอ้การจะเลือกชื่อมาใส่แค่สามชื่อโดยที่เราไม่รู้จักไรเค้าเลยมันเป็นอะไรที่...........T_T
สุดท้ายก็ไปหาอาจารย์ที่ภาคแหละ พอดีเค้าก็เด็กทุนเก่า เค้าเลยเข้าใจ แล้วก็บอกชื่อมา
(เค้าบอกด้วยว่า ควรเขียนให้ครบทั้ง 3 ชื่อ คือตอนเค้าสมัคร เค้าเขียนชื่อเดียว แล้วคนนั้นเกษียณอายุพอดี เค้าเลยโดนจับโยนไปไหนก็ไม่รู้ =_=")
 
ส่วน study plan
คือแค่เห็นว่าจะต้องเขียนนี่ก็แทบจะบ้าตายละ =_="
พอดีอาศัยว่าก่อนหน้านี้เคยเขียน statement of purpose มาแล้ว
เราก็เอาอันเก่านั่นแหละมาโม (แม่งโคตรขี้เกียจ -*-)
 
เขียนเสร็จแล้วก็ไปส่ง
เค้าจะเปิดให้ส่งใบสมัครอาทิตย์นึง และมีคำแนะนำในใบสมัครด้วยว่า ควรไปตั้งแต่วันแรกๆที่เปิด เพราะสองวันสุดท้ายคนจะเยอะมาก อาจจะต้องรอ 2-3 ชั่วโมง
แล้วเปิดอาทิตย์นึง จันทร์-ศุกร์ ช่วงบ่าย
อาทิตย์นั้น วันอังคารกับพุธเราไม่ว่าง วันพฤหัสกับศุกร์ก็เข้าล็อก 2 วันสุดท้ายที่รอนานๆอีก
เราก็เลย
ไปวันจันทร์ก็ได้วะ T_T
(จะบอกว่าอี study plan ก็เสร็จวันจันทร์เช้านั่นแหละ อันนี้ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะจ๊ะ)
 
เอกสารนี่เราไปส่งที่สถานทูต
ที่ต้องใช้ก็มี ใบสมัคร ใบ admission form (ต่อไปจะเรียกว่าบัตรสอบ คือมันใช้ตอนเอาเข้าห้องสอบข้อเขียนอ่ะ) study plan ใบเกรด (transcript) ใบรับรองวุฒิ หรือใบรับรองความเป็นนักศึกษาสำหรับคนที่ยังเรียนไม่จบ แล้วก็พวกผลสอบภาษาญี่ปุ่น ถ้าเคยสอบ
อ้อ จะมีที่ให้ติดรูป 3.5 x 4.5 cm สามรูป ติดไปได้เลย ไม่ต้องรอเอาไปติดที่โน่น
(เท่าที่เห็นคนอื่น เค้าจะถ่ายใหม่ให้พื้นหลังขาว แต่ในใบสมัครไม่ได้เขียนว่าเอาพื้นขาวนะ แล้วพอดีรูปนิ้วครึ่งที่เราเคยถ่าย ไซส์มัน 3.5 x 4.5 พอดี เพียงแต่พื้นหลังสีฟ้า ก็เลยติดไปเลย เค้าก็ไม่ว่าอะไร)
ถ้าเกิดเคยทำวิจัย มีเปเปอร์ตีพิมพ์ หรือมีพวกโปรเจกต์จบ วิทยานิพนธ์อะไรพวกนี้ ให้แนบ abstract ภาษาอังกฤษไปด้วย (เราก็แนบโปรเจกต์จบเราไปโดยที่ทั้งหน้าเป็นภาษาไทยยกเว้นตรง abstract 5555555)
 
ใบรับรองวุฒินี่ตอนแรกเราก็มึน เพราะเราเพิ่งเรียนจบตรี แต่สภาฯยังไม่อนุมัติวุฒิ ดังนั้นเราจะไม่มีใบรับรองวุฒิ มีแต่ใบรับรองว่าเรียนจบแล้ว
ไอ้ครั้นจะไปขอเอกสารว่าเรียนอยู่มันก็ไม่ใช่ เพราะเรียนจบแล้ว -*-
เราก็ส่งไอ้ใบรับรองว่าเรียนจบไปนั่นแหละ แล้วก็บอกเค้าว่า เรียนจบแล้วแต่สภายังไม่อนุมัติ เค้าก็ไม่ว่าอะไร
(ที่จริงสภาอนุมัติ 30 พ.ค. แต่ได้เอกสารวันที่ 7 ซึ่งเป็นวันรับสมัครวันสุดท้าย ตูจะบ้า -*-)
 
กว่าจะเข้าไปในสถานทูตได้นี่มึนมาก
คือไอ้เดินทางไปน่ะไม่ยากหรอก เดี๋ยวนี้มีใต้ดิน ลงสถานีลุมพินี เดินแป๊บเดียวถึง
แต่กว่าจะเข้าไปได้
คือระบบ security เคามันโคตรดี แล้วอีนี่ก็ไม่รู้เรื่อง คือก่อนจะเข้าไปเราต้องบอกคนเปิดประตุก่อนว่ามาทำไร จะเปิดเข้าไปเลยไม่ได้ มันจะล็อก
แล้วอีตาคนเปิดประตูนี่นั่งอยู่ในห้อง ติดฟิล์มดำ
แล้วตูจะรู้ม้ายยยยยยยยยยยยยยย =_="
คือเค้าคงเห็นอีนี่อนาถมาก เค้าเลยถามเราว่า มาติดต่อเรื่องทุนใช่มั้ย เราก็บอกว่าใช่ เค้าถึงให้เข้าไปได้
 
ไปถึงห้องรับสมัคร
เราไปวันแรก บ่ายสองโมงกว่า คนนั่งเต็มห้อง มีทั่งเด็กม.ปลาย ผู้ปกครองเด็ก และคนจบตรีแล้ว
เนื่องจากวันแรก คิวนึงไม่น่าจะรอนาน เราเลยไปดูตัวอย่างการกรอกใบสมครก่อน เผื่อต้องแก้
แล้วก็ได้แก้จริงๆ -*-
คือตรงช่องประวัติการศึกษา มันจะมีให้เขียนว่า ได้วุฒิอะไร ไรงี้
ตูก็ไม่รู้เขียนไร เลยเขียน ม.3 ไรงี้(โคตรกาก 5555555555)
แต่ที่จริงมันมีวิธีเขียนอยู่อ่ะ ไปถึงเราก็ลอกตามเค้าเลย แต่พวกวุฒิป.ตรีไรงี้ก็แล้วแต่ว่าจบอะไรมานะ
แล้วก็ไอ้บัตรสอบ
คือมันเป็น A4 มีเส้นประแบ่งสองส่วน ส่วนแรกให้สถานทูตเก็บไว้ อีกส่วนให้เราเอาไปเข้าห้องสอบ
เค้าบอกว่า ให้ตัดมาได้เลย (ในใบไม่มีรูปกรรไกร แล้วใครจะไปรู้ฟร่ะ แต่ยังดีเค้าเตรียมกรรไกรไว้ให้ แต่มีไม่กี่อันอ่ะ เตรียมไปด้วยก็ดี)
หลังจากนั้นค่อยไปหยิบบัตรคิว
คือถ้าเป็นวันท้ายๆรอ 2 ชั่วโมงแล้วไม่ไปหยิบบัตรคิวก่อนนี่รากงอกแน่ แต่เราไปวันแรก ถ้าเค้าเรียกเราก่อนแก้เสร็จนี่ไม่รู้เมื่อไหร่จะวกมาเรียกใหม่ หรือาจจะข้ามเลยก็ได้ เลยแก้ก่อนแล้วค่อยหยิบ
แต่รอแป๊บเดียวก็ถึงคิวละ
ระหว่างรอคิวก็คุยกะชาวบ้านไปเรื่อย ไม่รู้จักเค้าหรอก แต่มันไม่มีไรทำ 555555
แล้วก็มีคนเถียงกันว่าไอ้ block letter นี่ต้องตัวใหญ่ล้วนมั้ย คือมีคนเขียนตัวพิมพ์เล็กมาไรงี้
อันนี้เราถามเพื่อนคนที่ทำงานอยู่สถานทูตนั่นแหละ เค้าบอกว่า ตามระเบียบจริงคือพิมพ์ใหญ่หมด แต่ใครเขียนพิมพ์ให้กับพิมพ์เล็กมาเค้าก็อนุโลมให้ อย่าเขียนตัวเขียนมาพอ อ่านไม่ออก -*-
 
ระหว่างคุย มีน้องคนนึง ใส่ชุดนักศึกษามา ตุก็ถามว่า ขึ้นปีสี่เหรอ คือเข้าใจว่าเค้ามาสมัครทุนเดียวกัน
เค้าบอก เปล่า เค้าขึ้นปี 3 มาสมัครทุน ม.ปลาย ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่สมัครได้ ถ้าปีหน้าจะอายุเกิน
ส่วนที่เพิ่งสมัครเพราะ เกรด ม.ปลายไม่ดี เลยพยายามสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นให้ผ่าน แล้วเพิ่งผ่านมันปีนี้แหละ
 
กลับมาตอนถึงคิวเรา (คิวจะแยกกันระหว่าง ม.ปลาย กับนักศึกษาวิจัย)
คนตรวจเอกสารวันที่เราไปมีสามคน มีเพื่อนเรา ผู้ชาย แล้วก็ผู้หญิงอายุเยอะแล้ว
ผู้หญิงเป็นคนตรวจเอกสารเรา
เค้าก็ขอดูโน่นนี่อะไรไปเรื่อยอ่ะว่าครบมั้ย
แล้วเค้าก็หยิบ study plan มาดู
แล้วถามว่า
เขียนแค่นี้เองเหรอ
...
...
...
ตูอยากจะร้องไห้เป็นภาษากรีก T_T
(คือเขียนไปก็เกินขั้นต่ำที่เค้าให้เขียนนะ)
แต่พอดีโต๊ะผู้ชายเค้ามีปัญหา เค้าเลยเรียกคนที่ตรวจเอกสารเราไปช่วยเคลียร์ เค้าเลยไม่ได้ถามไรเราต่อ แล้วก็ให้ผ่าน จบ 555555
(เรื่องคือมีเด็กคนนึง เรียนม.4 เมืองไทย เรียนม.5 ที่ออสเตรเลีย แล้วเกรดออสเตรเลียมันไม่เหมือนเมืองไทยมั้ง คือเค้ามีปัญหาว่า เกรดที่ออสเตรเลียต้องนับมั้ย ถ้านับจะเอามาคิดเกรดเฉลี่ยยังไง ไรงี้)
(เพื่อนเราตรวจเอกสารของคนเรียนศิลป์อ่ะ คือเค้าจะเช็กด้วยว่า เมเจอร์ที่เลือกไปเรียนมีปัญหามั้ย อย่างคนก่อนหน้าเรา เค้าจบเอกจีน แต่จะไปเรียนญี่ปุ่นศึกษา กรรมการก็จะถามได้ว่าจบเอกจีนมาจะมีความรู้เท่ากับคนจบเอกญี่ปุ่นมั้ยไรงี้)
 
ส่งใบสมัครเสร็จ แต่ยังไม่จบ
เค้าให้กรอกข้อมูลเราในคอมด้วย
ซึ่งข้อมูลที่ให้กรอกก็ยาวเหมือนกัน เช่น ให้กรอกมหาลัยที่เลือกไปอันดับหนึ่ง (มีคนนึงจำไม่ได้ เค้าต้องไปขอใบสมัครตัวเองกลับมาดู = =")
วันที่เราไป เข้าใจว่าเค้าจัดคอมไม่ดี คือมีคอมสองเครื่องให้เด็กม.ปลาย ทั้งสองเครื่องโล่ง ส่วนคอมให้นักศึกษาวิจัยมีเครื่องเดียว คิวยาว 5-6 คน
ระหว่างรอเราก็คุยกะชาวบ้านเค้าอีกแหละ
แล้วก็มีคนตรวจเอกสารบ่นเป็นพักๆ
คืออย่างที่บอกว่า บัตรสอบให้ตัดมาเลย ก็มีคนไม่ได้อ่าน แล้วก็ไม่ได้ตัดมา
เจอคนแรก เค้าก็ไล่ให้ไปตัดก่อน
พอเจอสามคนรวดเค้าประกาศออกไมค์เลย 5555555555
แล้วมีเด็กม.ปลายอีกคน เอาใบเกรดภาษาไทยมาส่ง
คือในใบสมัครจะเขียน(เป็นภาษาไทย เป็นหนึ่งในภาษาไทยไม่กี่หย่อมในเอกสารทั้งหมด -*-)แค่ว่าเอาใบเกรด ต้องไปอ่านระเบียบการสมัคร จะเขียนเลยว่าเอกสารต้องเป็นภาษาญี่ปุ่นหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น
แล้วชีส่งภาษาไทยมาก็โดนด่าสิครัฟ -*-
 
จบแค่นี้ก่อนละ
สอบข้อเขียนเสร็จจะมาเล่าต่อ
(เมื่อวานเอาข้อสอบเลขมานั่งทำ มันเนื้อหา ม.ปลาย เราเรียนวิศวะมามันก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่  แต่ค่อนข้างลูกเล่นเยอะ คือถ้าจับทริกไม่ได้นี่จบเลย หรือไม่ก็ต้องแก้สมการติดรูทยาวๆ ซึ่งจะผิดง่ายและเสียเวลามาก)(หมายเหตุ อยู่มหาลัยเราโคตรโง่เลขอ่ะ แคล 1 C+ วิชาภาคที่ใช้ Math เยอะนี่ D+ เลย แต่พอดีตัวอื่นเอ เกรดเลยยังสวยอยู่ 555555)

Comment

Comment:

Tweet

technikos View my profile

Favourites